โรคอ้วน รับมืออย่างไร

โรคอ้วน
เป็นความผิดปกติของร่างกายอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก ในการทำให้เกิดโรคอื่นๆตามมาอีกมากมาย

ความหมายของโรคอ้วน ได้แก่
ผู้ที่มีน้ำหนักมากขึ้น จากการที่ร่างกายมีการสะสมไขมันไว้ในร่างกายเกินกว่าที่ควรจะเป็น สำหรับการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของส่วนอื่นๆ ของร่างกายเช่น กล้ามเนื้อ กระดูกและอวัยวะภายในของคนอ้วนมีน้อยมาก ผู้ใดที่มีน้ำหนักมากกว่าที่ควรจะเป็น 20% ถือว่าเป็นโรคอ้วน

ในปัจจุบันมีวิธีการตรวจสอบอยู่หลายวิธี
ตั้งแต่วิธีที่ง่ายที่สุดคือการดูจากสายตา วิธีนี้ถ้าใครอ้วนมากๆก็ง่าย แต่ถ้าบางคนอ้วนไม่มากอาจบอกได้ไม่ชัดเจน
วิธีที่นิยมในปัจจุบันเพื่อบอกให้ชัดเจนว่าผู้ใดเป็นโรคอ้วนหรือไม่? เราใช้วิธีคำนวนหาดัชนีความหนาของร่างกาย ค่าที่ได้ต้องมากกว่า 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป จึงจะบอกว่าเริ่มเป็นโรคอ้วน

วิธีคำนวนหาดัชนีความหนาของร่างกาย

ให้ท่านชั่งน้ำหนัก สมมุติว่าได้ 60 กิโลกรัม และวัดส่วนสูงได้ 1 เมตร 50 เซนติเมตร
ให้เอา 60 หารด้วย 1.5 ยกกำลังสอง
คำนวณออกมาได้เท่ากับ 26.66 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
แสดงว่าท่านเริ่มอ้วนแล้ว เพราะค่าปกติดัชนีความหนาของร่างกายอยู่ระหว่าง 20-24.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

นอกจากนี้ อาจใช้อุปกรณ์วัดไขมันใต้ผิวหนังบริเวณต้นแขนด้านหลัง ซึ่งต้องให้คนอื่นมาช่วยวัดให้

สรุป

ผู้ใดมีน้ำหนักมากกว่าที่ควรจะเป็น 20% ถือว่าเป็นโรคอ้วน สำหรับสูตรการคำนวณใช้วิธีหาดัชนีความหนาของร่างกาย ซึ่งเท่ากับน้ำหนักชั่งเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงวัดเป็นเมตรยกกำลังสอง ค่าที่ได้ต้องไม่เกิน 25 จึงถือว่าพอดี

ออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานดีอย่างไร

ปัจจุบันกระแสความนิยมเรื่องการขี่จักรยานได้เพิ่มขึ้นสูงมากในสังคมไทย อาจเป็นเพราะมาจากปัญหาเรื่องการจราจรที่ติดขัด ราคาพลังงาน ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ มลภาวะทางอากาศที่เป็นพิษ และความต้องการในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพแต่ไม่มีเวลา เป็นต้น

การหันมาขี่จักรยานถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์ในการช่วยลดและแก้ปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะคนในกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มวัยทำงานที่ได้ให้ความสนใจ กับการหันมาขี่จักรยานเป็นอย่างมาก จนเกิดเป็นเทรนด์ขึ้นในสังคม ซึ่งเราจะสามารถสังเกตได้ว่าปัจจุบัน มีชมรมคนรักจักรยานเกิดขึ้น หรือว่าจะเป็นงานการกุศลในปัจจุบันที่ได้ให้ความสนใจในการเลือกใช้จักรยานมาเป็นกิจกรรมหลักในงานเพื่อดึงดูดให้คนมาร่วมงาน

นายแพทย์อี๊ด ลอประยูร ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์การกีฬาและออกกำลังกายกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า การขี่จักรยาน ถือว่าเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ผู้ที่ขับขี่ก็ควรให้ความสำคัญในเรื่องของการเตรียมความพร้อมก่อนการขี่จักรยานด้วยเช่นกัน เนื่องจากหากเราไม่มีการเตรียมตัวให้ดีนั้น ประโยชน์ต่างๆ ที่เราควรจะได้รับจากการขี่จักรยานก็จะถูกแทนที่ด้วยอันตรายต่างๆ แทน

คำแนะนำในด้านการเตรียมความพร้อมหรือข้อควรระวังในการเริ่มขี่จักรยานต่างๆ ดังนี้

  • การวอร์มกล้ามเนื้อก่อนและหลังจากขับขี่ เนื่องจากการขี่จักรยานจะมีการใช้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง ต้นขา และน่องเป็นอย่างมาก เพื่อป้องกันและลดความเจ็บปวดเมื่อยล้า ป้องกันการเกิดกล้ามเนื้อ ดังนั้น ผู้ขับขี่ควรวอร์มกล้ามเนื้อให้พร้อมก่อนขับขี่ และยืดคลายกล้ามเนื้อหลังจากการขับขี่

 

  • ปรับความสูงของเบาะนั่งให้เหมาะสมกับสรีระของร่างกาย เราควรปรับความสูงของเบาะนั่งให้พอดีกับสรีระและสัดส่วนของร่างกายเรา เพื่อป้องกันไม่ได้เกิดอาการปวดหลัง เนื่องจากการงอก้มโค้งตัวมากเกินไป และเพื่อรักษาสรีระของรูปร่างให้เป็นปกติ ในข้อนี้เป็นข้อที่เราต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากปัญหานี้จะสามารถส่งผลเสียต่อเราในระยะยาวได้หากเราไม่มีการเตรียมพร้อมที่ดี

 

  • หมวก ศรีษะเป็นอวัยวะที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งในร่างกาย เราควรสวมหมวกเพื่อป้องกันศรีษะของเราไม่ให้กระแทกกับพื้น ในกรณีที่เราเกิดอุบัติเหตุ และหัวฟาดพื้น

 

  • เครื่องแต่งกายและรองเท้าที่เหมาะสม การขี่จักรยานต้องอาศัยความคล่องตัวในการขับขี่สูงมาก ดังนั้นเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ต้องเหมาะสม ไม่พะรุงพะรัง ไม่เป็นอุปสรรคต่อการขับขี่ และรองเท้าควรจะต้องเป็นรองเท้าผ้าใบเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการปั่น สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้

 

  • น้ำเกลือแร่ ผู้ขับขี่ควรพกน้ำเกลือแร่เพื่อดื่มระหว่างพัก เนื่องจากการขี่จักรยานถือว่าเป็นการออกกำลังกายอีกประเภทหนึ่ง เวลาเราปั่นจักรยาน เราจะต้องออกแรง ซึ่งนั่นจะทำให้เราสูญเสียเหงื่อไปเป็นจำนวนมาก และเพื่อรักษาสมดุลน้ำของร่างกาย ผู้ขับขี่ควรพกน้ำเกลือแร่ไว้ดื่ม เมื่อเสียเหงื่อมากเกิดอาการขาดน้ำ หรือหมดแรง การขี่จักรยาน นับเป็นการออกกำลังกายที่ต้องใช้ทั้งสมาธิ และสมรรถภาพของร่างกายที่ดี

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย มีดังนี้

  1. ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน สมรรถภาพการทำงานของหัวใจจะดีขึ้นมาก ถ้าออกกำลังกายอย่างถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ 3 เดือน ชีพจร หรือหัวใจจะเต้นช้าลง ซึ่งจะเป็นการประหยัดการทำงานของหัวใจ
  2. ลดไขมันในเลือด ซึ่งถ้าสูงจะเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
  3. เพิ่ม HDL-C ในเลือด ซึ่งถ้ายิ่งสูงจะยิ่งดี จะช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
  4. ลดความอ้วน (ไขมัน) เพิ่มกล้ามเนื้อ (ทำให้น้ำหนักอาจไม่ลด)
  5. ป้องกันและรักษาโรคเบาหวาน
  6. ช่วยลดความดันโลหิตถ้าสูง ลดได้ประมาณ 10-15 ม.ม. ปรอท
  7. ช่วยทำให้หัวใจ ปอด ระบบหมุนเวียนของโลหิต กล้ามเนื้อ เอ็น เอ็นข้อต่อ กระดูก ผิวหนังแข็งแรงยิ่งขึ้น ช่วยลดความเครียด ทำให้นอนหลับดียิ่งขึ้น ความจำดี เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ช่วยทำให้มีความเชื่อมั่นในตนเองยิ่งขึ้น
  8. ป้องกันโรคกระดูกเปราะ โดยเฉพาะสุภาพสตรีที่ประจำเดือนหมด
  9. ช่วยทำให้ร่างกายนำไขมันมาเป็นพลังงานได้ดีกว่าเดิม ซึ่งเป็นการประหยัดการใช้แป้ง (glycogen) ซึ่งมีอยู่น้อย และเป็นการป้องกันโรคหัวใจ
  10. ช่วยป้องกันโรคมะเร็งบางชนิด เช่น ลำไส้ใหญ่ เต้านม ต่อมลูกหมาก

การขี่จักรยานนั้นเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรงในสังคมไทย ผู้ขับขี่ควรมีการเตรียมพร้อมทางร่างกายที่ดีเพื่อลดผลกระทบและผลเสียต่างๆที่จะเกิดขึ้น ทางร่างกาย รู้อย่างนี้แล้วคงจะเห็นความสำคัญของการขี่จักรยานขึ้นมาทันที เพราะนอกจากจะเป็นกีฬาแล้ว เราจะได้ออกกำลังกายไปได้ภายในตัว อย่างน้อยวันละ 20-30 นาที ก็สามารถช่วยเพิ่มสมรรถภาพต่างๆ และสร้างเสริมสุขภาพของท่านให้แข็งแรงได้

ออกกำลังกายตอนกลางคืนดีกว่าที่คิด

ใครที่มักจะออกกำลังกายตอนกลางคืนเป็นประจำ อย่าลืมเก็บ 9 ทริคต่อไปนี้ไว้ปฏิบัติเพื่อสุขภาพที่ดี พร้อมด้วยความปลอดภัยเต็ม 100% ของตัวเอง

ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างทำให้หลายคนจำเป็นต้องออกกำลังกายตอนกลางคืนมากขึ้น โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์เงินเดือนที่เลิกงานก็หลัง 5 โมงเย็นไปแล้ว เลยจำเป็นต้องออกกำลังกายตอนเย็น หรือบางคนกว่าจะเสร็จธุระก็ช่วงหัวค่ำ ทำให้ได้ออกกำลังกายอย่างจริงจังในตอนกลางคืน ดังนั้นเพื่อตอบโจทย์ชีวิตของคนยุคนี้ เราจึงมี 9 ทริคออกกำลังกายตอนกลางคืนอย่างปลอดภัย แถมได้สุขภาพเต็มร้อยมาแนะนำตามนี้เลยค่ะ

1. จัดโปรตีนสักหน่อย

ก่อนไปออกกำลังกายตอนกลางคืน เราควรเพิ่มการเผาผลาญให้ร่างกายด้วยโปรตีนประมาณ 15-20 กรัม เพื่อให้โปรตีนเข้าไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และกำจัดไขมันส่วนเกินของร่างกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งในโปรตีนยังจะมีกรดอะมิโนที่สำคัญต่อร่างกาย สามารถปลุกความพร้อมในการออกกำลังกายของเราเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งโปรตีนที่ร่างกายควรจะได้รับก็น่าจะต้องเป็นโปรตีนชนิดที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว เช่น เวย์โปรตีน เป็นต้น

2. เล่นเวทก็เวิร์กนะ

เวทเทรนนิ่งเป็นการออกกำลังกายที่จะช่วยเบิร์นไขมันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะหากออกกำลังกายตอนกลางคืน การเล่นเวทจะช่วยยืดกล้ามเนื้อได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้งในช่วงเวลาที่เรานอนหลับ ร่างกายก็จะหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมาซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่สึกหรอจากการออกกำลังกาย ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อที่อ่อนแรงได้รับการฟื้นฟู ส่วนที่สึกหรอไปก็จะเกิดการสร้างขึ้นใหม่ ที่สำคัญเวทเทรนนิ่งยังเป็นการออกกำลังกายที่เน้นสร้างกล้ามเนื้อมากกว่าจะกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพการนอนหลับของเรานั่นเอง

3. คาร์ดิโอเบา ๆ ดีกว่า

จริงอยู่ว่าถ้าคิดจะเบิร์นไขมัน ก็น่าจะต้องคิดถึงคาร์ดิโอเป็นอันดับแรก แต่สำหรับการออกกำลังกายตอนกลางคืนนั้น คงดีกว่าหากเราจะคาร์ดิโอสั้น ๆ อย่างปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือกระโดดเชือกประมาณครึ่งชั่วโมงก็พอ ร่างกายจะได้ไม่ตื่นตัวจนนอนหลับได้ยาก และเพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการรีดไขมัน ก็ควรจะเวทเทรนนิ่งก่อนปิดท้ายด้วยคาร์ดิโอนะคะ

4. กินหลังออกกำลังกายด้วย

อย่าลืมว่าการออกกำลังกายไม่ได้เบิร์นแค่ไขมันเพียงอย่างเดียว แต่เหล่าสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ และโปรตีน (จากกล้ามเนื้อ) ก็ถูกขับออกไปกับพลังงานและเหงื่อด้วย ดังนั้นจึงควรรับประทานสารอาหารที่จำเป็นอย่างโปรตีน คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ไขมันดี และเกลือแร่ เพื่อใ้ห้ร่างกายได้มีสารอาหารสำหรับซ่อมแซมเซลล์และกล้ามเนื้อส่วนที่สึกหรอ โดยควรจะกินโปรตีน 30-50 กรัม คาร์บดีอีก 60 กรัมโดยประมาณ และไขมันดีราว ๆ 30%

ว่าแต่อาหารที่อุดมโปรตีน อาหารที่เรียกว่าคาร์บดี และไขมันดีคืออะไรบ้าง ลองดูจากข้อมูลด้านล่างนี้เลย

– 10 อาหารโปรตีนสูงที่ควรทานช่วงลดน้ำหนัก คุณค่าระดับท็อปของคนอยากผอม
– 10 ของอร่อยไขมันสูง กินแล้วไม่อ้วน แถมได้ประโยชน์เน้น ๆ
– คาร์โบไฮเดรตชนิดดี VS ไม่ดี เลือกกินอย่างไรให้หุ่นเฟิร์ม

ออกกำลังกายตอนกลางคืน

5. แต่งตัวเด่น ๆ

โดยเฉพาะคนที่มักจะไปปั่นจักรยานออกกำลังกายหรือวิ่งบนถนนและสวนสาธารณะ อย่าลืมว่ากลางค่ำกลางคืนมีแสงไฟน้อยถึงน้อยมาก ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยก็ควรสวมใส่ชุดออกกำลังกายที่มีสีแจ่มจ้า อย่างเสื้อหรือรองเท้าสะท้อนแสง เป็นต้น

นอกจากนี้ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ พยายามอย่าฉายเดี่ยวเลยดีกว่านะคะ เพราะแม้จะไปวิ่งในสถานที่คุ้นเคย หรือสวนใกล้ ๆ บ้าน แต่การออกกำลังกายคนเดียวในตอนกลางคืนก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำนัก ทางที่ดีชวนเพื่อนไปเป็นกลุ่มจะอุ่นใจกว่า

6. พยายามอย่าฟังเพลง

ถ้าไปออกกำลังกายกลางแจ้งในตอนกลางคืนก็ไม่ควรจะใส่หูฟังเพื่อฟังเพลงในระหว่างออกกำลังกายเด็ดขาด เพราะหากเกิดเหตุการณ์อะไรผิดปกติขึ้นมาเราจะได้ไหวตัวทัน ดังนั้นอย่าปิดกั้นการได้ยินด้วยเสียงเพลงดัง ๆ เลย

7. ควรระมัดระวังตัวมากเป็นพิเศษ

ยามกลางคืนเป็นช่วงที่มักจะเกิดเหตุไม่ดีกันบ่อย ๆ ฉะนั้นคนที่นิยมออกกำลังกายตอนกลางคืนจึงควรดูแลทรัพย์สิน ของมีค่า รวมถึงความปลอดภัยของตัวเองให้มากกว่าปกติ โดยอาจหาที่เก็บโทรศัพท์มือถือและกระเป๋าสตางค์ที่มิดชิด พยายามหลีกเลี่ยงจุดสุ่มเสี่ยงที่มีแสงไฟน้อย เปลี่ยว หรือห่างไกลชุมชน เป็นต้น

8. อย่าหักโหม

ทางด้านนายวสันต์ อุนานันท์ นักวิชาการสาธารณสุข ปฏิบัติการกรมอนามัย ได้ให้คำแนะนำมาว่า สำหรับคนที่ออกกำลังกายตอนกลางคืน โดยเฉพาะช่วงหลัง 21.00 น. ขึ้นไป ควรจะออกกำลังกายแบบพอดี ไม่หักโหมและควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ทำให้ร่างกายเหนื่อยหนัก ๆ เพราะอาจทำให้ร่างกายอ่อนล้าเกินเหตุ และอาจส่งผลกระทบกับการนอนหลับของเราได้

9. อย่าลืมวอร์มดาวน์เด็ดขาด

การวอร์มดาวน์ร่างกายหลังจากออกกำลังกายตอนกลางคืนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เราได้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่อ่อนล้าและตึงเครียดให้รู้สึกสบายเนื้อสบายตัว อีกทั้งยังควรนั่งนิ่ง ๆ แล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ สัก 2-3 นาทีก่อนเข้านอนด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อปรับโหมดร่างกายให้พร้อมสำหรับการพักผ่อนนั่นเองค่ะ

อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายตอนกลางคืนก็ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อให้ร่างกายปรับสมดุลสู่โหมดการนอนหลับพักผ่อน และเพื่อสุขภาพโดยรวมที่ดี ก็ควรต้องแบ่งเวลาออกกำลังกายและเวลาพักผ่อนให้สมดุลกันด้วยนะคะ

กินอย่างไรให้สุขภาพดี สนุกกับการกิน 15 อาหารช่วยล้างพิษ

เมื่อพูดถึงการล้างพิษในร่างกายนั้น อาหารจัดได้ว่าเป็นยาที่ดีที่สุด คุณจะแปลกใจว่าในอาหารโปรดหลายชนิดนั้นช่วยล้างพิษในร่างกายคุณได้ ไม่ว่าจะเป็น ตับ ลำไส้ ไต หรือผิวพรรณ ทั้งยังช่วยป้องกันการก่อตัวของสารพิษได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังปกป้องสารพิษจากมลภาวะรอบตัว การเสพติดอาหาร ควันบุหรี่มือสอง รวมไปถึงสารพิษชนิดอื่นๆ ด้วยการรับประทานอาหารผลไม้อร่อยๆ ผักสด ถั่ว และน้ำมันชนิดต่างๆ ดังนี้

1. แอปเปิ้ล
เพราะในแอปเปิ้ลอุดมไปด้วยเพคติน ซึ่งเป็นเส้นใยอาหารชนิดที่สามารถดักจับคอเลสเตอรอลและโลหะหนักในร่างกายได้ ช่วยกำจัดสารพิษแล้วขับออกมาทางลำไส้ ถ้าจะให้ดีควรเลือกทานแอปเปิ้ลที่ปลูกแบบออแกนิก

2. อะโวคาโด
เรามักจะคิดแค่ว่าอะโวคาโดเป็นอาหารคลีน แต่ความจริงแล้วอะโวคาโดนี้เป็นแหล่งของสารอาหารที่ทรงพลัง ทั้งยังมีคอเลสเตอรอลต่ำ และช่วยขยายหลอดเลือด และช่วยปิดกั้นสารพิษที่เข้ามาทำลายหลอดเลือดแดง นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีชื่อว่ากลูต้าไธโอน ช่วยต้านทานสารก่อมะเร็งได้อย่างน้อยถึง 30 ชนิดด้วยกัน อีกทั้งยังช่วยล้างพิษตับจากสารเคมีต่างๆ ได้

3. บีทรูท (ผักกาดแดง)

ในหัวบีทรูทนั้นมีสารประกอบตามธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์ที่ช่วยในการฟอกเลือด และจัดเป็นพืชที่ช่วยในการล้างพิษตับได้อย่างดีเยี่ยม

4. บลูเบอร์รี่
บลูเบอร์รี่จัดเป็นอาหารเพื่อการบำบัดที่ทรงพลังอีกชนิดก็ว่าได้ เพราะในบลูเบอร์รี่นั้นมีแอสไพรินตามธรรมชาติที่ช่วยลดผลกระทบจากเนื้อเยื่ออักเสบเรื้อรัง และลดความเจ็บปวดลงได้ นอกจากนี้บลูเบอร์รี่ยังทำหน้าที่เป็นยาปฏิชีวนะด้วยการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ จึงช่วยป้องกันการติดเชื้อ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการต้านไวรัสและป้องกันสารพิษเข้าสู่สมองได้ด้วย

5. กะหล่ำปลี
ในกะหล่ำปลีมีสาระต้านมะเร็งอยู่หลายชนิด และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอีกจำนวนมากช่วยให้ตับทำลายฮอร์โมนส่วนเกินออกไป อีกทั้งในกะหล่ำปลียังช่วยทำความสะอาดระบบทางเดินอาหาร ช่วยลดสารพิษจากควันบุหรี่ และเพิ่มประสิทธิภาพในการล้างพิษของตับได้

6. ขึ้นฉ่าย
ทั้งขึ้นฉ่ายและเมล็ดขึ้นฉ่ายต่างก็ช่วยดีท๊อกซ์เลือดได้อย่างดีเยี่ยม มีสารต้านมะเร็งอยู่หลายชนิด ช่วยล้างพิษเซลล์มะเร็งออกไปจากร่างกาย ในเมล็ดขึ้นฉ่ายนั้นมีสารต้านการอักเสบอีกกว่า 20 ชนิด จึงช่วยกรองสารพิษที่พบในควันบุหรี่ออกไปได้

7. แครนเบอร์รี่
ช่วยล้างพิษร่างกายจากแบคทีเรียที่เป็นอันตรายและไวรัสที่อาจตกค้างอยู่ในทางเดินปัสสาวะได้ เพราะในแครนเบอร์รี่นั้นมีสารที่เป็นทั้งยาปฏิชีวนะและต่อต้านไวรัสตามธรรมชาติอยู่มาก

8. เมล็ดลินิน
อุดมไปด้วยกรดไขมันสำคัญๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรดไขมันโอเมก้า 3 ทั้งเมล็ดลินินและน้ำมันเมล็ดลินินต่างก็สำคัญต่อการทำความสะอาดระบบต่างๆ ตลอดทั้งร่างกายได้

9. กระเทียม
ทานกระเทียมช่วยล้างแบคทีเรียที่เป็นพิษออกไปได้ รวมไปถึงพยาธิในลำไส้และไวรัสต่างๆ ภายในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่ในเลือดและลำไส้ กระเทียมช่วยล้างพิษที่สะสมอยู่ในหลอดเลือดแดง และยังช่วยต่อต้านมะเร็ง มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยล้างพิษจากสารอันตรายภายในร่างกาย นอกจากนี้กระเทียมยังเป็นผู้ช่วยสำคัญในการทำความสะอาดทางเดินหายใจด้วยการขับสารพิษออกจากปอดและไซนัส เพื่อให้ได้รับประโยชน์มากที่สุดควรเลือกทานเป็นกระเทียมสด เพราะในกระเทียมผงนั้นไม่มีคุณสมบัติดี ๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้น

10. เกรปฟรุต (ผลไม้ตระกูลส้ม)
ทานเกรปฟรุตในมื้อเช้าจะทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากเส้นใยเพคตินที่ช่วยดักจับคอเลสเตอรอล ดังนั้นจึงช่วยทำความสะอาดเลือดได้ เพคตินยังช่วยดักจับโลหะหนักและนำพาออกไปจากร่างกาย นอกจากนี้เกรปฟรุตยังมีสารที่ช่วยต้านไวรัสจึงขจัดไวรัสที่ทำอันตรายออกไปได้ เกรปฟรุตจัดเป็นผลไม้ล้างพิษที่ยอดเยี่ยมสำหรับลำไส้และตับเลยทีเดียว

11. ผักคะน้า
ผักคะน้านึ่งมีประโยชน์ในการช่วยต่อต้านมะเร็ง และเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยล้างสารพิษออกไปจากร่างกายได้ ทั้งยังเต็มไปด้วยเส้นใยอาหารที่ช่วยทำความสะอาดทางเดินอาหาร คล้ายๆ กับกระหล่ำปลีนั่นเอง คะน้ายังทำให้สารที่พบในควันบุหรี่มีความเป็นกลาง และยังช่วยล้างพิษตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

12. พืชตระกูลถั่ว
เพิ่มถั่วที่ปรุงสุกแล้วลงไปในอาหารมื้อต่อไปของคุณ มันเต็มไปด้วยเส้นใยอาหารช่วยลดคอเลสเตอรอล ทำความสะอาดลำไส้และรักษาระดับน้ำตาลในเลือด พืชตระกูลถั่วยังช่วยป้องกันมะเร็งได้ด้วยนะ

13. เลมอน
จัดเป็นสารล้างพิษตับชั้นเยี่ยม ในเลมอนประกอบไปด้วยวิตามินซีสูงมาก ซึ่งเป็นวิตามินที่ร่างกายต้องการใช้เพื่อนำไปผลิตสารที่มีชื่อว่ากลูต้าไธโอน กลูต้าไธโอนช่วยล้างพิษตับจากสารเคมีอันตรายต่างๆ บีบน้ำเลมอนสักลูกผสมกับน้ำสะอาดแล้วดื่มทุกวันเป็นประจำช่วยล้างพิษในร่างกายได้

14. สาหร่ายทะเล
สาหร่ายทะเลเป็นพืชที่มักจะถูกละเลยในโลกตะวันตก จากการศึกษาที่มหาวิทยาลัย McGill ในมอนทรีออล พบว่าสาหร่ายทะเลช่วยดักจับสารกัมมันตรังสีในร่างกายได้ อีกทั้งยังดักจับโลหะหนักแล้วขจัดออกไปจากร่างกาย นอกเหนือจากนี้ในสาหร่ายทะเลยังเต็มไปด้วยแร่ธาตุอีกเป็นจำนวนมากด้วย

15. ผักวอเตอร์เครส (สลัดน้ำ)
ถ้ายังไม่เคยทานผักวอเตอร์เครส อาจลองชิมด้วยการนำไปทำแซนวิชดูได้ ผักชนิดนี้เพิ่มเอนไซม์ที่ช่วยในการล้างพิษและเซลล์มะเร็งออกไปจากร่างกายด้วย จากการศึกษาในศูนย์วิจัยอาหาร Norwich ในประเทศอังกฤษ พบว่าผู้ที่สูบบุหรี่ที่ทานวอเตอร์เครส 170 กรัมต่อวันจะขจัดสารก่อมะเร็งผ่านออกมาทางปัสสาวะได้มากกว่าระดับปกติที่เคยขับออกมาจากร่างกาย

การกินผักและผลไม้ที่หลากหลายจัดเป็นตัวช่วยที่ดีเยี่ยมในการล้างเอาสารพิษที่เป็นอันตรายออกไปจากร่างกาย อีกทั้งมันยังอร่อยถูกปากรสชาติดีอีกด้วยนะ