รีวิว Yamaha R6 ทำไมถึงแพงที่สุดในคลาส 600cc part 5

บางทีมือใหม่ไม่ค่อยชิน ตอนนี้ผมว่ากำลังมันกำลังดีก็อยู่ที่คนชอบนะครับถามว่าโจทก์ใช้งานทั่วไปเอามันไปแข่งขัน แต่ละโจทก์มันต่างกันก็อยู่ที่คนชอบล่ะว่ามันเป็นยังไงนะครับ มาดูกันต่อสิ่งที่ต้องใช้คำว่าไม่ค่อยเห็นใน Class ตัวเล็กเหรอคลาสกลางนะครับคือเรื่องสลิปเปอร์คลัช คันนี้ได้ระบบโซลิสเตอร์ครัช มาเรียบร้อยแล้วนะครับ

ก็คือสามารถเชนต์เกียร์ ไม่มีคำว่าล้อล็อคนะครับ เพราะตัวชาร์มมันจะมีสไลท์หนีช่วงที่เราเชนเกียร์อย่างรุนแรงนะครับหรือว่าจังหวะที่มีโหลดเข้าไปที่ชามคลัชจริงๆ ตัวชามคลัชสไลด์หนีเพื่อลดโหลดแล้วกันไม่ให้ล้อล็อคเวลากรณีอารมณ์ประมาณแบบขับเกียร์สูงเชนทันทีเลยครับ มันก็จะช่วยได้ทำให้มือใหม่มันก็ช่วยได้บางทีล้อหลังมันจะเอี้ยด บางคนจะตกใจนะมีเป๋นิดนึงมีเป๋ไปนิดนึง แต่ตอนนี้ก็มีสลิปเปอร์คลัชเรียบร้อยแล้วนะครับ ต่อมาระบบอีกตัวนึงนะครับที่ต้องใช้คำว่า R6 ก็มีนั่นคือแทรคชั่นคอนโทรลนะครับ Yamaha ใช้คำว่า TCS ตัวนี้สามารถปรับได้ 6 ระดับ

ซึ่งสามารถกดขึ้นกดลงที่ประกับมือฝั่งซ้ายนะครับเหมือนอารมณ์ไนโต Yamaha R1 ในช่วง 12-14 เลยก็สามารถปรับได้ง่ายไม่ต้องเข้าฟังชั่นอะไร กรณีอยากปิดอารมณ์สายยกนะครับไม่สนับสนุนให้ยกในถนนหลวงนะครับ หรือว่าขับปกติดีกว่ารถอุตส่าออกแบบแฟตชั่นโชว์คอนโทรลเพื่อกันล้อหน้ายกนะครับ แต่หลายคนเจาะจงต้องไปปิดมันเพื่อยก แต่มันก็ปิดได้อันนี้บอกนิดนึงกดปุ่ม TCS ค้าง กดค้างปุ๊บตัว TCS มันจะเป็นอ๊อฟเลยก็ปิดไปเรียบร้อยละอารมณ์ก็คือถ้าล้อหลังมีการสลิปเมื่อไหร่เครื่องยนต์ก็ไปต่อไม่มีการตัดรอบนะครับ แต่ความเซ็นสิทีปอย่างที่บอกนะครับ 6 ระดับ

ยิ่งปรับเยอะสลิปนิดนึงมันก็จะตัดเลยแต่ถ้าเกิดเราตั้งค่า sensitive ให้มันน้อยลงอ่ะบางทีมันจะปล่อยให้สลิปได้บ้างจะมีโยกอ่อนๆโยกอ่อนๆหน้ามันก็จะรอยขึ้นมานิดนึงนะครับ ก็อยู่ที่คนปรับแล้วกันแต่มือใหม่ก็ปรับให้มันเยอะที่สุดนะครับ วิ่งลุยฝนก็ปรับไว้เยอะๆกันเรื่องล้อลื่นนะครับ มันก็ช่วยได้ดี กุญแจเป็นกุญแจอิมโมบิไลเซอร์นะครับกุญแจนี้อารมณ์เห็นตั้งแต่สมัย Yamaha XJR ช่วงประมาณปี 2001 อารมณ์ดีนะครับ

แต่แปลก ล่าสุดที่ผมรีวิวไปเป็นกุญแจธรรมดาซึ่งทำให้ญี่ปุ่นจะเห็นว่าเป็นกุญแจชิพในปี 2001 นะครับตอนนี้ก็เหมือนกุญแจในช่วงยุคของ Yamaha ปี 2001 เลยไม่มีการเปลี่ยนนะครับคุณแจงเป็นอย่างนี้อยู่ ถ้าอารมณ์แบบกุญแจไม่มีชิพจะอารมณ์เหมือนนูโวมันจะบางๆแบนๆเล็กๆนะเสียงพัดลมทำงานดังชัดเจนแล้วนะครับ

พูดมาตั้งนานแล้วนะครับผมขออนุญาตค่อมรถให้ดูเลยละกัน บางคนอยากดูนะครับ ส่วนสูงตัวผมเองกับรถจะเป็นฟิลลิ่งไหนนะครับส่วนตัวผมสูง 168 นะครับยังคงเท่าเดิมดูคลิปอันนี้รถยังเอียงอยู่นะครับพอตั้งตรง ถามว่าสูงไหม ใกล้เคียงกับ R1 ต้องใช้คำว่าสูง สูงระดับนึง ก็สูงประมาณพวกสายสปอร์ทเซอร์กิตแหละ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  บิ๊กไบค์มือสอง

พบเชื้อไวรัสโรคเอดส์ได้จากไหนบ้าง

จากสารคัดหลั่งที่ออกมาจากร่างกายแทบทุกชนิด โดยระดับความเข้มข้น ดูจากปริมาณเม็ดเลือดขาว แล้วก็เลือดที่อยู่ในสารคัดหลั่งนั้น ตัวอย่างเช่น

ที่พบได้มาก – เลือด, น้ำจากช่องคลอด, ตกขาว, น้ำจากเลือดประจำเดือน, น้ำนมแม่

ที่พบน้อย – น้ำตา, น้ำลาย, น้ำมูก, เสมหะ

แทบจะไม่พบ – อุจจาระ, ปัสสาวะ , เหงื่อ

เอดส์ ติดต่อได้ทางไหนบ้าง

-เลือด แล้วก็การเปลี่ยนถ่ายเลือด รวมทั้งการใช้เข็มร่วมกัน อุปกรณ์ที่ไม่สะอาด มีคราบเลือดหรือน้ำเหลืองปะปน

-มีการร่วมเพศ โดยที่ไม่ใช่อุปกรณ์เพื่อเป็นการป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นชายหญิง หรือแม้แต่ชายชาย ไม่ว่าจะทางอวัยวะเพศ หรือทวารหนัก และผ่านการ oral sex ซึ่งหมายถึงการใช้ปากกับอวัยวะเพศ หรือทวารหนักอีกด้วย

-จากแม่สู่เด็กทารก ส่วนมากจะติดระหว่างการคลอด และก็ส่วนน้อยที่ติดระหว่างอยู่ในครรภ์รวมทั้งระหว่างให้ลูกดูดนมแม่ แต่ว่าถ้าหากรับยาต้านเชื้อไวรัสขณะฝากครรภ์ และไม่ได้ให้นมบุตร โอกาสติดเชื้อจะลดน้อยลงมาก

-รับเลือดจากทางอื่นๆตัวอย่างเช่น เปลี่ยนถ่ายอวัยวะ ผสมเทียมจากน้ำอสุจิที่ไม่ใช่ของสามี ฝังเข็ม เจาะหู สักยันต์ ใช้มีดโกน หรือแปรงสีฟันร่วมกัน รวมทั้งบาดแผลจากการเล่นกีฬาหนัก ดังเช่น ชกมวย

เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่า นอกจากเอดส์เป็นแล้วไม่เป็นแผล ไม่ตายแล้ว พวกเรายังสามารถอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อได้อย่างปกติ สามารถรับประทานอาหาร นอนเตียงเดียวกัน (นอนเฉยๆ) ซักผ้า กอดจูบ ใช้ห้องน้ำด้วยกัน แล้วก็ว่ายน้ำในสระเดียวกันได้อย่างปลอดภัยค่ะ สิ่งที่จำเป็นต้องจำไว้มีเพียงแค่ อย่าให้เลือดของเขาเข้าสู่ร่างกายของพวกเราได้เป็นพอ

การติดต่อของเชื้อเอชไอวี จากคนสู่คน

เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ผ่านสารคัดหลั่ง เป็นต้นว่า เลือดของคนไข้ ที่เข้าสู่ร่างกายอีกคนผ่านการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ซึมผ่านเข้าบาดแผลสดๆการให้นมบุตรจากแม่ที่ติดเชื้อโรคสู่ลูก เป็นต้น แต่ว่าช่องทางที่จะติดเชื้อก็ไม่ 100% เสมอไป

 

ส่วนการกอด จูบ (ในเรื่องที่ไม่มีแผลในปาก หรือเป็นการจูบแลกลิ้น แลกน้ำลายกัน) รับประทานอาหารร่วมกัน จานเดียวกัน ใช้ช้อนส้อม แก้วน้ำร่วมกัน ใช้สบู่ ยาสระผม ยาสีฟันร่วมกัน ไอจามใส่กัน หรือการมีเซ็กส์โดยใช้ถุงยางอนามัย (ที่ยังอยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน) ไม่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการติดเชื้อเอชไอวีได้เช่นกัน

 

ขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนโดย  วิธีอยู่ร่วมกับคนติดเชื้อเอดส์

หลักในการป้องกันไข้หวัดใหญ่

หลักในการป้องกันไข้หวัดใหญ่
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข อธิบายกรณีเชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้นั้น ไม่เกี่ยวกับเมือกในคอแห้ง แต่ว่าขึ้นกับภูมิคุ้มกันโรคภายในร่างกายแล้วก็แนวทางปฏิบัติสำหรับในการคุ้มครองปกป้อง พร้อมแนะสามัญชนยึดหลัก “ปิด ล้าง หลีกเลี่ยง หยุด” คุ้มครองปกป้องไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์ แม้มีลักษณะไข้สูง เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวร่างกาย ควรจะรีบเจอหมอโดยด่วน โดยยิ่งไปกว่านั้นในกลุ่มเสี่ยงควรจะดูแลเป็นพิเศษ เพื่อช่วยลดการเสี่ยงต่อการป่วยและก็เสียชีวิตได้

กรมควบคุมโรค เอ่ยถึงในกรณีที่มีการแชร์ข้อมูลในเครือข่ายสังคมว่าให้ดูแลตัวเองป้องกันให้ห่างไกลจากไข้หวัดใหญ่ โดยความเชื่อในการดูแลรักษาความชื้นของเยื่อเมือกคอ เพราะว่าถ้าหากเยื่อเมือกคอแห้ง เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้ โดยกรมควบคุมโรค ขอแจกแจงเพิ่มเติมว่าที่กล่าวมานั้นไม่เป็นจริง ด้วยเหตุว่าเชื้อโรคที่จะไปสู่ร่างกายได้นั้น ไม่เกี่ยวกับเมือกในคอแห้ง แม้กระนั้นขึ้นกับภูมิคุ้มกันโรคภายในร่างกายแล้วก็แนวทางปฏิบัติสำหรับเพื่อการป้องกันโรค ซึ่งไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์ สามารถคุ้มครองป้องกันได้โดยยึดหลัก “ปิด ล้าง หลีกเลี่ยง หยุด”

ไข้หวัดใหญ่ ติดต่อจากการสัมผัสสารคัดหลั่งต่างๆ ของร่างกาย เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือเสลด ของผู้เจ็บป่วย โดยผ่านการไอ จามรดกัน หรือหายใจเอาฝอยละอองเข้าไป บางทีอาจรับเชื้อทางการสัมผัสข้าวของที่มีเชื้อ ดังเช่นว่า แก้วน้ำ ลูกบิดประตู ผ้าที่เอาไว้สำหรับเช็ดมือ ฯลฯ ซึ่งหลังจากรับเชื้อไปแล้วมักมีลักษณะอาการในทันทีหรือราว 1-2 วัน จะมีลักษณะอาการไข้สูง ตัวร้อน หนาว เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามกล้ามเนื้อมากๆ (โดยเฉพาะ ต้นแขน ต้นขา) อ่อนแรง มีน้ำมูกใสๆ ถ้ามีลักษณะอาการเหมือนไข้หวัดใหญ่ ขอให้หยุดเรียนหรือหยุดงานในทันที เพื่อปกป้องไม่ให้มีการแพร่เชื้อสู่คนอื่นๆ งดเว้นการออกกำลังกาย งดเว้นการกินน้ำเย็น กินอาหารอ่อนๆ น้ำเกลือแร่รวมทั้งพักผ่อนมากๆ เป็นไข้ให้เช็ดตัว ถ้าไข้ไม่ลดให้กินยาลดไข้ ดังเช่นว่า พาราเซตามอล ห้ามใช้ยาแอสไพริน ถ้าอาการแย่ลงใน 48 ชั่วโมง ควรจะรีบไปพบหมอโดยทันที

ดังนั้น กรมควบคุมโรค ขอเสนอแนะให้พลเมืองยึดหลัก “ปิด ล้าง หลีกเลี่ยง หยุด” เพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์ คือ
1.ปิด: ปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอ จาม จำเป็นต้องใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชูปิดปากรวมทั้งจมูกทุกครั้ง ถ้าหากป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ ควรจะใส่หน้ากากอนามัย
2. ล้าง: ล้างมือเป็นประจำด้วยน้ำและก็สบู่เมื่อสัมผัสข้าวของ ตัวอย่างเช่น กลอนประตู ลูกบิด ราวบันได ราวบนรถเมล์
3. หลีกเลี่ยง หลบหลีกการคลุกคลีสนิทสนมกับคนเจ็บ หรือในสถานที่ที่แออัด มีคนอยู่รวมกันมาก
4. หยุด เมื่อเจ็บป่วยควรจะหยุดเรียน หยุดงาน หยุดกิจกรรม หากแม้คนเจ็บจะมีลักษณะอาการไม่มาก ก็ควรจะพักรักษาตัวที่บ้านตราบจนกระทั่งจะหายปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน คนที่มีความเสี่ยง ผู้มีโรคประจำตัว รวมทั้งคนที่เป็นโรคอ้วน ฯลฯ ควรจะให้การดูแลเป็นพิเศษ แม้อาการเกิดขึ้นอีกควรจะรีบพบหมออย่างรวดเร็ว เนื่องจากว่าบางทีอาจเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน ดังเช่น ปอดอักเสบ หายใจติดขัด แล้วก็อาจจะก่อให้เกิดการเสียชีวิตได้

ความเชื่อในเรื่องการกิน เรื่องไหนบ้างที่คุณกำลังเข้าใจผิด

ความเชื่อในเรื่องการกิน เรื่องไหนบ้างที่คุณกำลังเข้าใจผิด

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโภชนาการ การกินจากประเทศสหรัฐอเมริกา สังเกตพฤติกรรมการกินของผู้คน พบว่ามีความเข้าใจผิดในเรื่องการกินอยู่ 5 ข้อ โดยพฤติกรรมการกินเหล่านี้ ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ไม่ควรกินไขมัน
สาวๆ ที่กำลังลดน้ำหนักหรือผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก คงจะมีความเชื่อนี้อยู่บ้าง และพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่จะทำให้ตัวเองพบกับไขมัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะว่าไขมันมีอยู่ 2 ประเภท คือ ไขมันดี กับไขมันไม่ดี ไขมันบางอย่างดีต่อสุขภาพและควรอย่างยิ่งที่จะรับประทาน ในขณะที่บางอย่างก็เป็นอันตรายและควรหลีกเลี่ยง ไขมันดีที่ร่างกายต้องการ คือ ไขมันที่ได้จากปลา ถั่ว อโวคาโด ถั่วเหลือง และน้ำมันคาโนล่า เป็นต้น

อาหารชุดสุดประหยัด เพิ่มแค่ 5 บาท ได้โคล่ากับเฟรนซ์ฟรายแถมด้วยนะ
เป็นกลยุทธ์และวิธีการขายที่ดึงดูดใจและเงินของลูกค้าได้ดีทีเดียว แต่การที่สั่งของกินแบบนี้เหมือนเป็นการหลอกให้ผู้บริโภค ต้องกินเกินความจำเป็นทั้งเสียเงินเพิ่มขึ้นแล้วยังเสี่ยงสารอาหารเกินความต้องการของร่างกายอีก การสั่งของที่ไม่ได้ต้องการจะกินเพียงเพราะเพิ่มเงินนิดหน่อย แต่ได้ของอีกเพียบนั้นไม่ถูกต้องเสียเลย ควรเลือกรับประทานอย่างพอเหมาะดีกว่า

อะไรเหลวๆต้องไม่มีแคลอรี่แน่นอน
ถ้าไม่ใช่นำเปล่า ก็มีแคลอรี่เกือบหมดนั่นแหละ ใช่ว่าน้ำอื่นๆ จะแคลอรี่น้อยเสมอไป เช่น น้ำชาเขียวขวดเล็กๆ น้ำผลไม้กระป๋องนั้นไม่ได้ดีต่อสุขภาพอย่างที่คุณเข้าใจนะ เนื่องจากปริมาณน้ำตาลนั้นมาก แคลอรี่ที่ได้จากเครื่องดื่มเหล่านี้ บางที่ก็มากจนเรารู้สึกอิ่มและเผลอลืมรับประทานอาหารอื่นๆ จึงทำให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ลองลดปริมาณน้ำหวานเปลี่ยนมาดื่มน้ำเปล่าแทน เพื่อร่างกายและผิวพรรณที่สดใส

อดใจไว้ก่อน รอหิวหนักๆค่อยกิน
ในกรณีที่คุณพยายามควบคุมอาหารโดย ลดปริมาณอาหารการกินลง หรือรวมมันไว้อดใจไว้ รอจนหิวสุดๆค่อยรับประทานทีเดียวนั้น นอกจากจะไม่ได้ทำให้น้ำหนักลดตามที่หวังไว้แล้ว ยังทำให้บางครั้งก็รับประทานมากเสียจนลืมอิ่ม และเกิดอาการแน่นท้องตามมา

ไมโครเวฟ เชฟใหญ่ประจำบ้าน
อาหารแช่แข็งไมโครเวฟ คงเป็นอาหารขวัญใจของคนที่ไม่มีเวลาเลยก็ว่าได้ เพราะเพียงคว้าอาหารออกมาจากช่องแช่แข็งแล้วนำไปเข้าไมโครเวฟ ก็ได้ทานอาหารอร่อยๆ ร้อนๆ แล้ว เห้อ~ วิธีการแสนง่ายที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเลย เพราะอาหารแช่แข็งจะสูญเสียไฟเบอร์ สารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินไปมาก จึงควรรับประทานร่วมกับบอาหารอย่างอื่น เช่นสลัดผักรวม ขนมปังโฮลวีท หรือผลไม้

ป่วยเป็นโรคมะเร็งรังไข่ ต้องเลี่ยงทานอะไรบ้าง

ผู้ป่วยโรคมะเร็งรังไข่ จำเป็นต้องรับประทานอาหารที่เหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งนอกจากจะต้องคำนึงว่าอาหารที่สามารถทานได้ขณะที่ป่วยเป็นมะเร็ง และระหว่างการรักษาแล้ว อาหารที่จำเป็นจะต้องหลีกเลี่ยง ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทานเข้าไปเช่นกัน แล้วจะรู้ได้ไงล่ะ ว่าอะไรควรทานอะไรควรเลี่ยง วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มที่คุณควรงดเว้นในแต่ละมื้ออาหารมาแนะนำ ซึ่งได้แก่

1. เนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูป
ผู้ที่เป็นมะเร็งรังไข่ ไม่ควรรับประทานอาหารที่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย หรือไปทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งแท้จริงแล้วการทานเนื้อสัตว์มีผลต่อการรักษาโรคมะเร็ง เพราะเนื้อสัตว์ต้องใช้เอนไซม์สองชนิด ได้แก่ ทริปซิน (trypsin) และ ไคโมทริปซิน (chymotrypsin) ในการย่อย ซึ่งเอนไซม์ทั้ง 2 ชนิด มีส่วนช่วยในระบบภูมิคุ้มกันสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ ดังนั้นการกินเนื้อสัตว์จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันต่อต้านเซลล์มะเร็งได้ลดน้อยลง หากคุณอยู่ระหว่างการรักษาโรคมะเร็ง การงดเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์จึงเป็นเรื่องที่ดีต่อผลการรักษา หรืออาจจะแค่ลดไม่ทานมากเกินไป นอกจากนี้เนื้อสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อแดงยังมีระดับไขมันอิ่มตัวสูง มีกากใยอยู่น้อย ไม่ควรนำมาทำเป็นอาหารในมื้ออาหารของคุณ เนื้อที่ผ่านการแปรรูปผ่านกระบวนการต่างๆ มา ก็ไม่ควรรับประทาน เนื่องจากมีโซเดียมไนไทรต์สูง เช่น ไส้กรอก ซึ่งเป็นอาหารที่ไม่ดีต่อภาวะมะเร็ง นอกจากนี้ การควบคุมปริมาณการรับประทานอาหารที่ผ่านกระบวนการ และไขมันอิ่มตัว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจของคุณอีกด้วย

2. อาหารที่มีความร้อนสูง
อาหารที่มีความร้อนสูง จะทำให้คาร์ซิโนเจน ในร่างกายเพิ่มขึ้น (carcinogens) ซึ่งอาจจะส่งผลต่ออาการหรือภาวะมะเร็งในขณะนั้น อาหารที่ควรทำจะต้องปรุงอย่างงถูกสุขลักษณะ เช่น อาหารที่ผ่านการนึ่ง อบ ต้ม และผัดแบบเร็วๆ อาหารทอดเป็นอาหารที่ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ

3. แอลกอฮอล์
วิธีที่ใช้เคมีบำบัดในการรักษาอาจเป็นหนึ่งในทางเลือกของการรักษามะเร็งรังไข่ ซึ่งกรณีนี้ ตับเป็นอวัยวะหลักเลยที่ทำหน้าที่ขจัดของเสียออกจากกระแสเลือด ดังนั้นคุณจึงต้องถนอมและบำรุงตับไว้ เพื่อลดผลข้างเคียงในการรักษาด้วยเคมีบำบัดที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ซึ่งการที่คุณจะดื่มแอลกอฮอล์ในขณะที่ป่วยเป็นมะเร็งอยู่หรืออยู่ในขั้นการรักษา จึงไม่ควรที่จะดื่มแอลกอฮอล์อย่างยิ่ง เพราะแอลกอฮอล์เพิ่มภาระให้กับตับ ตับจะต้องทำงานหนักขึ้น การขจัดเคมีที่ร่างกายรับจากการรักษาออกไปได้ยากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ อาการคลื่นไส้และผลข้างเคียงเกี่ยวกับลำไส้ จะรุนแรงขึ้นเนื่องจากแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำปฏิกิริยากับยาบางชนิดที่คุณรับ ร่วมกับการทำเคมีบำบัด หากคุณเป็นมะเร็งรังไข่ คุณจึงควรงดการดื่มแอลกอฮอล์โดยสิ้นเชิง

4. น้ำตาลขัดสี
น้ำตาลอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเพิ่มขึ้น เนื่องจากเนื้องอกมะเร็งสามารถเติบโตได้โดยอาศัยน้ำตาลในกระแสเลือด ซึ่งแปลว่าคุณควรที่จะเลี่ยงน้ำตาลขัดสี เพื่อยับยั้งการเติบโตของมะเร็ง อาหารและขนมหวานที่มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง หากรับประทานอาหารจำพวกนี้มากๆ จะทำให้ในกระแสเลือดของคุณ เต็มไปด้วยสารเคมีที่เป็นพลังงานที่เซลล์มะเร็งต้องการ คุณจึงควรรับประทานอาหารที่มีไกลซีมิกต่ำ โดยเฉพาะอาหารที่ไม่มีน้ำตาลขัดสีเป็นส่วนประกอบ อาหารสามารถช่วยคุณต่อสู้กับโรคมะเร็งรังไข่ได้ และก็สามารถทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้นได้เช่นกัน หากคุณไม่ทราบอย่างชัดเจนว่า คุณควรหรือไม่ควรรับประทานอาหารประเภทใด หากคุณเลือกรับประทานอาหารได้เหมาะสมกับภาวะโรคที่คุณเป็น คุณสามารถกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงได้

โรคความดันโลหิต ชีวิตไม่ปลอดภัย

โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ แนะนำประชาชนใส่ใจสุขภาพ รับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด โดยเฉพาะรสเค็มจัด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ งดการสูบบุหรี่ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และสารเสพติดชนิดต่างๆ รวมถึงตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำ เพื่อสุขภาพอนามัยที่ดีและลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูง เพชฌฆาตเงียบ
นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชากรทั่วโลกเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และเป็นปัญหาที่มีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งภาวะความดันโลหิตสูงมักจะไม่มีสัญญาณเตือนหรืออาการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน จึงมักจะถูกเรียกว่าเป็น “เพชฌฆาตเงียบ” ผู้ป่วยจำนวนมากเป็นโรคนี้โดยที่ไม่รู้ตัวมาก่อน หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ภาวะหัวใจวาย และหัวใจล้มเหลว ภาวะไตวายเรื้อรัง หลอดเลือดสมองตีบหรือแตก เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตตามมาจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

โดยทั่วไปจะแสดงอาการก็ต่อเมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้ายที่มีโรคแทรกซ้อนแล้ว เช่น ปวดศีรษะ วิงเวียน ตาพร่ามัว อ่อนเพลีย เหนื่อย นอนไม่หลับ หัวใจเต้นผิดปกติ สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  1. ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น กรรมพันธุ์ อายุเพิ่มขึ้น มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคความดันโลหิตสูง
  2. ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น การรับประทานอาหารรสเค็มจัด ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ขาดการออกกำลังกาย อ้วนหรือน้ำหนักเพิ่มขึ้น เครียดเรื้อรัง สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดังนั้น หากพบว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงควรรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพราะโรคนี้เป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมให้อยู่ในระดับปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

วิธีลดความดันโลหิต
วิธีลดความดันโลหิต ทำได้ง่ายๆ เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตให้เหมาะสม เช่น

  1. ลดอาหารเค็มจัด
  2. หลีกเลี่ยงการรับประทานผงชูรสหรือผงปรุงรส ขนมขบเคี้ยว ของหมักเกลือ หมักดอง อาหารกระป๋อง
  3. เพิ่มการรับประทานผัก โดยเฉพาะผักพื้นบ้าน เช่น กระเทียม คื่นช่าย ผักใบเขียว
  4. เพิ่มการรับประทานผลไม้ที่ไม่หวานจัด เช่น ฝรั่ง มะละกอ แอปเปิ้ล สาลี่
  5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  6. พักผ่อนให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน
  7. งดการสูบบุหรี่ หรือหลีกเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่
  8. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  9. ผ่อนคลายความเครียดความวิตกกังวล
  10. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ
  11. ทำกิจกรรมที่รู้สึกผ่อนคลาย เช่น ฟังเพลง รดน้ำต้นไม้ อ่านหนังสือ
  12. ควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม
  13. ตรวจวัดค่าระดับความดันโลหิตเป็นประจำ
  14. รับการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและมีอนามัยที่ดีอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตามหากพบอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป

Artichoke สมุนไพรบำรุงตับที่ดีต่อตับอย่างแท้จริง

ตับมีหน้าที่อะไรบ้าง

 

ในร่างกายของคุณมีโรงงานน้ำหนักราวๆ 1.4 กิโลกรัม และทำงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ตับคืออวัยวะภายในที่มีน้ำหนักมากที่สุด โดยตับนั้นจะมีหน้าที่แตกต่างกันไป แต่ก็เกี่ยวเนื่องกับหลายๆอวัยวะ อีกมากมาย หากไม่มีตับ ร่างกายของเราก็จะหยุดทำงาน

 

หน้าที่หลักอย่างหนึ่งของตับคือ

 

กรองเลือดในร่างกาย ซึ่งเลือดที่ว่านี้มาจาก 2 แหล่ง ได้แก่ หลอดเลือดแดงตับ ที่นำเลือดส่งตรงมาจากหัวใจ และ หลอดเลือดดำที่เข้าตับ ที่ลำเลียงเลือดมาจากลำไส้ ระบบลำเลียงทั้งสองนี้ นำสารอาหารมาสู่ตับ ซึ่งตับคัดแยก แปรรูป และ จัดเก็บ โดยมีเซลล์ย่อยประมาณ 1000 พัน และยังลำเลียงออกซิเจน ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของตับอีกด้วย เลือดที่มาจากลำไส้ จะมีคาณ์โบไฮเดต ไขมัน และวิตามิน จากอาหารที่รับประทาน สารอาหารเหล่านี้ถูกแปรรูปด้วยกระบวนการที่แตกต่างกันไป

 

ตับจะย่อยคาร์โบไฮเดรตเปลี่ยนเป็นพลังงานของร่างกาย บางครั้งหากร่างกายมีพลังงานเหลือใช้ ตับก็จะดึงพลังงานเหล่านี้กลับมาเก็บไว้ในตับ เพื่อไว้ใช้สารอาหารนี้ในอนาคต แต่เลือดที่เข้าสู่ตับนี้ ไม่ใช่มีแต่ที่เป็นประโยชน์เท่านั้น อาจจะมีสารพิษปนเปื้อนเข้ามา ตับจึงเฝ้าระวังสารพิษเหล่านี้ เมื่อเจอสารพิษเหตับก็จะคัดแยกออกมาและส่งผ่านไปยังไต และลำไส้ เพื่อขับสู่ออกร่างกาย ตับยังสร้างสารมากมาย ตั้งแต่โปรตีนในเลือดที่ช่วยลำเลียงกรดไขมัน สร้างลิ่มเลือด แม้แต่คอเรสเตอรอลในช่วงสร้างฮอร์โมน และยังสร้างวิตามินดีช่วยในการย่อยอาหาร และยังสร้างน้ำดี คล้ายโรงบำบัดของเสียที่เป็นมิตร

 

โดยตับจะใช้เซลล์ตับเปลี่ยนสารพิษเป็นน้ำสีเขียวรสขม โดยจะถูกลำเลียงไปยังถุงน้ำดี และไหลไปยังลำไส้เพื่อย่อยไขมัน น้ำดียังช่วยขับสารพิษ ออกจากร่างกายอีกด้วย อย่างทีกล่าวมาตับนั้นมีหน้าที่หลากหลายที่เกื้อหนุนต่ออวัยวะอื่นๆ โดยตับจะสามารถทำหน้าที่ตามปกตินี้ได้นั้นต้องรับประทานอาหารที่ถูกหลัก ไม่รับประทานอาหารเครื่องดื่มที่ทำให้ตับทำงานหนักหรือส่งผลอันตรายต่อตับเพียงเท่านี้ ตับก็จะทำงานต่อไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สำหรับการบำรุงตับก็มีหลากหลายวิธีด้วยกัน อย่างเช่นกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อตับและบำรุงตับ หรืออาจจะทาน Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามแต่เราก็ต้องดูแลตับให้แข็งแรงเพราะมันมีผลต่อตับเราโดยตรง

โรคอ้วน รับมืออย่างไร

โรคอ้วน
เป็นความผิดปกติของร่างกายอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก ในการทำให้เกิดโรคอื่นๆตามมาอีกมากมาย

ความหมายของโรคอ้วน ได้แก่
ผู้ที่มีน้ำหนักมากขึ้น จากการที่ร่างกายมีการสะสมไขมันไว้ในร่างกายเกินกว่าที่ควรจะเป็น สำหรับการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของส่วนอื่นๆ ของร่างกายเช่น กล้ามเนื้อ กระดูกและอวัยวะภายในของคนอ้วนมีน้อยมาก ผู้ใดที่มีน้ำหนักมากกว่าที่ควรจะเป็น 20% ถือว่าเป็นโรคอ้วน

ในปัจจุบันมีวิธีการตรวจสอบอยู่หลายวิธี
ตั้งแต่วิธีที่ง่ายที่สุดคือการดูจากสายตา วิธีนี้ถ้าใครอ้วนมากๆก็ง่าย แต่ถ้าบางคนอ้วนไม่มากอาจบอกได้ไม่ชัดเจน
วิธีที่นิยมในปัจจุบันเพื่อบอกให้ชัดเจนว่าผู้ใดเป็นโรคอ้วนหรือไม่? เราใช้วิธีคำนวนหาดัชนีความหนาของร่างกาย ค่าที่ได้ต้องมากกว่า 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป จึงจะบอกว่าเริ่มเป็นโรคอ้วน

วิธีคำนวนหาดัชนีความหนาของร่างกาย

ให้ท่านชั่งน้ำหนัก สมมุติว่าได้ 60 กิโลกรัม และวัดส่วนสูงได้ 1 เมตร 50 เซนติเมตร
ให้เอา 60 หารด้วย 1.5 ยกกำลังสอง
คำนวณออกมาได้เท่ากับ 26.66 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
แสดงว่าท่านเริ่มอ้วนแล้ว เพราะค่าปกติดัชนีความหนาของร่างกายอยู่ระหว่าง 20-24.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

นอกจากนี้ อาจใช้อุปกรณ์วัดไขมันใต้ผิวหนังบริเวณต้นแขนด้านหลัง ซึ่งต้องให้คนอื่นมาช่วยวัดให้

สรุป

ผู้ใดมีน้ำหนักมากกว่าที่ควรจะเป็น 20% ถือว่าเป็นโรคอ้วน สำหรับสูตรการคำนวณใช้วิธีหาดัชนีความหนาของร่างกาย ซึ่งเท่ากับน้ำหนักชั่งเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงวัดเป็นเมตรยกกำลังสอง ค่าที่ได้ต้องไม่เกิน 25 จึงถือว่าพอดี

ออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานดีอย่างไร

ปัจจุบันกระแสความนิยมเรื่องการขี่จักรยานได้เพิ่มขึ้นสูงมากในสังคมไทย อาจเป็นเพราะมาจากปัญหาเรื่องการจราจรที่ติดขัด ราคาพลังงาน ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ มลภาวะทางอากาศที่เป็นพิษ และความต้องการในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพแต่ไม่มีเวลา เป็นต้น

การหันมาขี่จักรยานถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์ในการช่วยลดและแก้ปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะคนในกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มวัยทำงานที่ได้ให้ความสนใจ กับการหันมาขี่จักรยานเป็นอย่างมาก จนเกิดเป็นเทรนด์ขึ้นในสังคม ซึ่งเราจะสามารถสังเกตได้ว่าปัจจุบัน มีชมรมคนรักจักรยานเกิดขึ้น หรือว่าจะเป็นงานการกุศลในปัจจุบันที่ได้ให้ความสนใจในการเลือกใช้จักรยานมาเป็นกิจกรรมหลักในงานเพื่อดึงดูดให้คนมาร่วมงาน

นายแพทย์อี๊ด ลอประยูร ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์การกีฬาและออกกำลังกายกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า การขี่จักรยาน ถือว่าเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ผู้ที่ขับขี่ก็ควรให้ความสำคัญในเรื่องของการเตรียมความพร้อมก่อนการขี่จักรยานด้วยเช่นกัน เนื่องจากหากเราไม่มีการเตรียมตัวให้ดีนั้น ประโยชน์ต่างๆ ที่เราควรจะได้รับจากการขี่จักรยานก็จะถูกแทนที่ด้วยอันตรายต่างๆ แทน

คำแนะนำในด้านการเตรียมความพร้อมหรือข้อควรระวังในการเริ่มขี่จักรยานต่างๆ ดังนี้

  • การวอร์มกล้ามเนื้อก่อนและหลังจากขับขี่ เนื่องจากการขี่จักรยานจะมีการใช้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง ต้นขา และน่องเป็นอย่างมาก เพื่อป้องกันและลดความเจ็บปวดเมื่อยล้า ป้องกันการเกิดกล้ามเนื้อ ดังนั้น ผู้ขับขี่ควรวอร์มกล้ามเนื้อให้พร้อมก่อนขับขี่ และยืดคลายกล้ามเนื้อหลังจากการขับขี่

 

  • ปรับความสูงของเบาะนั่งให้เหมาะสมกับสรีระของร่างกาย เราควรปรับความสูงของเบาะนั่งให้พอดีกับสรีระและสัดส่วนของร่างกายเรา เพื่อป้องกันไม่ได้เกิดอาการปวดหลัง เนื่องจากการงอก้มโค้งตัวมากเกินไป และเพื่อรักษาสรีระของรูปร่างให้เป็นปกติ ในข้อนี้เป็นข้อที่เราต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากปัญหานี้จะสามารถส่งผลเสียต่อเราในระยะยาวได้หากเราไม่มีการเตรียมพร้อมที่ดี

 

  • หมวก ศรีษะเป็นอวัยวะที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งในร่างกาย เราควรสวมหมวกเพื่อป้องกันศรีษะของเราไม่ให้กระแทกกับพื้น ในกรณีที่เราเกิดอุบัติเหตุ และหัวฟาดพื้น

 

  • เครื่องแต่งกายและรองเท้าที่เหมาะสม การขี่จักรยานต้องอาศัยความคล่องตัวในการขับขี่สูงมาก ดังนั้นเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ต้องเหมาะสม ไม่พะรุงพะรัง ไม่เป็นอุปสรรคต่อการขับขี่ และรองเท้าควรจะต้องเป็นรองเท้าผ้าใบเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการปั่น สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้

 

  • น้ำเกลือแร่ ผู้ขับขี่ควรพกน้ำเกลือแร่เพื่อดื่มระหว่างพัก เนื่องจากการขี่จักรยานถือว่าเป็นการออกกำลังกายอีกประเภทหนึ่ง เวลาเราปั่นจักรยาน เราจะต้องออกแรง ซึ่งนั่นจะทำให้เราสูญเสียเหงื่อไปเป็นจำนวนมาก และเพื่อรักษาสมดุลน้ำของร่างกาย ผู้ขับขี่ควรพกน้ำเกลือแร่ไว้ดื่ม เมื่อเสียเหงื่อมากเกิดอาการขาดน้ำ หรือหมดแรง การขี่จักรยาน นับเป็นการออกกำลังกายที่ต้องใช้ทั้งสมาธิ และสมรรถภาพของร่างกายที่ดี

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย มีดังนี้

  1. ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน สมรรถภาพการทำงานของหัวใจจะดีขึ้นมาก ถ้าออกกำลังกายอย่างถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ 3 เดือน ชีพจร หรือหัวใจจะเต้นช้าลง ซึ่งจะเป็นการประหยัดการทำงานของหัวใจ
  2. ลดไขมันในเลือด ซึ่งถ้าสูงจะเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
  3. เพิ่ม HDL-C ในเลือด ซึ่งถ้ายิ่งสูงจะยิ่งดี จะช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
  4. ลดความอ้วน (ไขมัน) เพิ่มกล้ามเนื้อ (ทำให้น้ำหนักอาจไม่ลด)
  5. ป้องกันและรักษาโรคเบาหวาน
  6. ช่วยลดความดันโลหิตถ้าสูง ลดได้ประมาณ 10-15 ม.ม. ปรอท
  7. ช่วยทำให้หัวใจ ปอด ระบบหมุนเวียนของโลหิต กล้ามเนื้อ เอ็น เอ็นข้อต่อ กระดูก ผิวหนังแข็งแรงยิ่งขึ้น ช่วยลดความเครียด ทำให้นอนหลับดียิ่งขึ้น ความจำดี เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ช่วยทำให้มีความเชื่อมั่นในตนเองยิ่งขึ้น
  8. ป้องกันโรคกระดูกเปราะ โดยเฉพาะสุภาพสตรีที่ประจำเดือนหมด
  9. ช่วยทำให้ร่างกายนำไขมันมาเป็นพลังงานได้ดีกว่าเดิม ซึ่งเป็นการประหยัดการใช้แป้ง (glycogen) ซึ่งมีอยู่น้อย และเป็นการป้องกันโรคหัวใจ
  10. ช่วยป้องกันโรคมะเร็งบางชนิด เช่น ลำไส้ใหญ่ เต้านม ต่อมลูกหมาก

การขี่จักรยานนั้นเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรงในสังคมไทย ผู้ขับขี่ควรมีการเตรียมพร้อมทางร่างกายที่ดีเพื่อลดผลกระทบและผลเสียต่างๆที่จะเกิดขึ้น ทางร่างกาย รู้อย่างนี้แล้วคงจะเห็นความสำคัญของการขี่จักรยานขึ้นมาทันที เพราะนอกจากจะเป็นกีฬาแล้ว เราจะได้ออกกำลังกายไปได้ภายในตัว อย่างน้อยวันละ 20-30 นาที ก็สามารถช่วยเพิ่มสมรรถภาพต่างๆ และสร้างเสริมสุขภาพของท่านให้แข็งแรงได้

ออกกำลังกายตอนกลางคืนดีกว่าที่คิด

ใครที่มักจะออกกำลังกายตอนกลางคืนเป็นประจำ อย่าลืมเก็บ 9 ทริคต่อไปนี้ไว้ปฏิบัติเพื่อสุขภาพที่ดี พร้อมด้วยความปลอดภัยเต็ม 100% ของตัวเอง

ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างทำให้หลายคนจำเป็นต้องออกกำลังกายตอนกลางคืนมากขึ้น โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์เงินเดือนที่เลิกงานก็หลัง 5 โมงเย็นไปแล้ว เลยจำเป็นต้องออกกำลังกายตอนเย็น หรือบางคนกว่าจะเสร็จธุระก็ช่วงหัวค่ำ ทำให้ได้ออกกำลังกายอย่างจริงจังในตอนกลางคืน ดังนั้นเพื่อตอบโจทย์ชีวิตของคนยุคนี้ เราจึงมี 9 ทริคออกกำลังกายตอนกลางคืนอย่างปลอดภัย แถมได้สุขภาพเต็มร้อยมาแนะนำตามนี้เลยค่ะ

1. จัดโปรตีนสักหน่อย

ก่อนไปออกกำลังกายตอนกลางคืน เราควรเพิ่มการเผาผลาญให้ร่างกายด้วยโปรตีนประมาณ 15-20 กรัม เพื่อให้โปรตีนเข้าไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และกำจัดไขมันส่วนเกินของร่างกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งในโปรตีนยังจะมีกรดอะมิโนที่สำคัญต่อร่างกาย สามารถปลุกความพร้อมในการออกกำลังกายของเราเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งโปรตีนที่ร่างกายควรจะได้รับก็น่าจะต้องเป็นโปรตีนชนิดที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว เช่น เวย์โปรตีน เป็นต้น

2. เล่นเวทก็เวิร์กนะ

เวทเทรนนิ่งเป็นการออกกำลังกายที่จะช่วยเบิร์นไขมันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะหากออกกำลังกายตอนกลางคืน การเล่นเวทจะช่วยยืดกล้ามเนื้อได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้งในช่วงเวลาที่เรานอนหลับ ร่างกายก็จะหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมาซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่สึกหรอจากการออกกำลังกาย ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อที่อ่อนแรงได้รับการฟื้นฟู ส่วนที่สึกหรอไปก็จะเกิดการสร้างขึ้นใหม่ ที่สำคัญเวทเทรนนิ่งยังเป็นการออกกำลังกายที่เน้นสร้างกล้ามเนื้อมากกว่าจะกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพการนอนหลับของเรานั่นเอง

3. คาร์ดิโอเบา ๆ ดีกว่า

จริงอยู่ว่าถ้าคิดจะเบิร์นไขมัน ก็น่าจะต้องคิดถึงคาร์ดิโอเป็นอันดับแรก แต่สำหรับการออกกำลังกายตอนกลางคืนนั้น คงดีกว่าหากเราจะคาร์ดิโอสั้น ๆ อย่างปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือกระโดดเชือกประมาณครึ่งชั่วโมงก็พอ ร่างกายจะได้ไม่ตื่นตัวจนนอนหลับได้ยาก และเพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการรีดไขมัน ก็ควรจะเวทเทรนนิ่งก่อนปิดท้ายด้วยคาร์ดิโอนะคะ

4. กินหลังออกกำลังกายด้วย

อย่าลืมว่าการออกกำลังกายไม่ได้เบิร์นแค่ไขมันเพียงอย่างเดียว แต่เหล่าสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ และโปรตีน (จากกล้ามเนื้อ) ก็ถูกขับออกไปกับพลังงานและเหงื่อด้วย ดังนั้นจึงควรรับประทานสารอาหารที่จำเป็นอย่างโปรตีน คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ไขมันดี และเกลือแร่ เพื่อใ้ห้ร่างกายได้มีสารอาหารสำหรับซ่อมแซมเซลล์และกล้ามเนื้อส่วนที่สึกหรอ โดยควรจะกินโปรตีน 30-50 กรัม คาร์บดีอีก 60 กรัมโดยประมาณ และไขมันดีราว ๆ 30%

ว่าแต่อาหารที่อุดมโปรตีน อาหารที่เรียกว่าคาร์บดี และไขมันดีคืออะไรบ้าง ลองดูจากข้อมูลด้านล่างนี้เลย

– 10 อาหารโปรตีนสูงที่ควรทานช่วงลดน้ำหนัก คุณค่าระดับท็อปของคนอยากผอม
– 10 ของอร่อยไขมันสูง กินแล้วไม่อ้วน แถมได้ประโยชน์เน้น ๆ
– คาร์โบไฮเดรตชนิดดี VS ไม่ดี เลือกกินอย่างไรให้หุ่นเฟิร์ม

ออกกำลังกายตอนกลางคืน

5. แต่งตัวเด่น ๆ

โดยเฉพาะคนที่มักจะไปปั่นจักรยานออกกำลังกายหรือวิ่งบนถนนและสวนสาธารณะ อย่าลืมว่ากลางค่ำกลางคืนมีแสงไฟน้อยถึงน้อยมาก ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยก็ควรสวมใส่ชุดออกกำลังกายที่มีสีแจ่มจ้า อย่างเสื้อหรือรองเท้าสะท้อนแสง เป็นต้น

นอกจากนี้ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ พยายามอย่าฉายเดี่ยวเลยดีกว่านะคะ เพราะแม้จะไปวิ่งในสถานที่คุ้นเคย หรือสวนใกล้ ๆ บ้าน แต่การออกกำลังกายคนเดียวในตอนกลางคืนก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำนัก ทางที่ดีชวนเพื่อนไปเป็นกลุ่มจะอุ่นใจกว่า

6. พยายามอย่าฟังเพลง

ถ้าไปออกกำลังกายกลางแจ้งในตอนกลางคืนก็ไม่ควรจะใส่หูฟังเพื่อฟังเพลงในระหว่างออกกำลังกายเด็ดขาด เพราะหากเกิดเหตุการณ์อะไรผิดปกติขึ้นมาเราจะได้ไหวตัวทัน ดังนั้นอย่าปิดกั้นการได้ยินด้วยเสียงเพลงดัง ๆ เลย

7. ควรระมัดระวังตัวมากเป็นพิเศษ

ยามกลางคืนเป็นช่วงที่มักจะเกิดเหตุไม่ดีกันบ่อย ๆ ฉะนั้นคนที่นิยมออกกำลังกายตอนกลางคืนจึงควรดูแลทรัพย์สิน ของมีค่า รวมถึงความปลอดภัยของตัวเองให้มากกว่าปกติ โดยอาจหาที่เก็บโทรศัพท์มือถือและกระเป๋าสตางค์ที่มิดชิด พยายามหลีกเลี่ยงจุดสุ่มเสี่ยงที่มีแสงไฟน้อย เปลี่ยว หรือห่างไกลชุมชน เป็นต้น

8. อย่าหักโหม

ทางด้านนายวสันต์ อุนานันท์ นักวิชาการสาธารณสุข ปฏิบัติการกรมอนามัย ได้ให้คำแนะนำมาว่า สำหรับคนที่ออกกำลังกายตอนกลางคืน โดยเฉพาะช่วงหลัง 21.00 น. ขึ้นไป ควรจะออกกำลังกายแบบพอดี ไม่หักโหมและควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ทำให้ร่างกายเหนื่อยหนัก ๆ เพราะอาจทำให้ร่างกายอ่อนล้าเกินเหตุ และอาจส่งผลกระทบกับการนอนหลับของเราได้

9. อย่าลืมวอร์มดาวน์เด็ดขาด

การวอร์มดาวน์ร่างกายหลังจากออกกำลังกายตอนกลางคืนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เราได้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่อ่อนล้าและตึงเครียดให้รู้สึกสบายเนื้อสบายตัว อีกทั้งยังควรนั่งนิ่ง ๆ แล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ สัก 2-3 นาทีก่อนเข้านอนด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อปรับโหมดร่างกายให้พร้อมสำหรับการพักผ่อนนั่นเองค่ะ

อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายตอนกลางคืนก็ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อให้ร่างกายปรับสมดุลสู่โหมดการนอนหลับพักผ่อน และเพื่อสุขภาพโดยรวมที่ดี ก็ควรต้องแบ่งเวลาออกกำลังกายและเวลาพักผ่อนให้สมดุลกันด้วยนะคะ